เลือกหน้า
สิวที่หลัง

7 สาเหตุของ สิวที่หลัง และ วิธีรักษาสิวที่หลัง

สิวที่หลัง ถึงแม้จะเป็นบริเวณที่อยู่ภายในร่มผ้าแต่ก็สร้างปัญหาให้เราได้เช่นกัน สิวที่หลังเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนและต่อมไขมัน เริ่มพบได้ในช่วงวัยรุ่น จนถึงอายุ 40 ปีในบางรายขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิว เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิว ยา ครีม เครื่องสำอาง อาหาร รวมไปถึงกิจวัตรประจําวัน ฮอร์โมน และปัจจัยทางพันธุกรรม

ลักษณะของสิวที่หลัง

1.สิวไม่อักเสบ สิวอุดตัน มี 2 ชนิดคือ
ชนิดหัวเปิด มีลักษณะเป็นจุดดำๆที่ส่วนใหญ่เราเรียกกันว่าสิวเสี้ยน
1.2 ชนิดหัวปิด มีลักษณะเป็นเม็ดผดเล็กๆ
2. สิวอักเสบ เป็นตุ่มสิวที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง ภายในมีหนองปนเลือด มักมีอาการเจ็บร่วมด้วย สิวอักเสบเกิดจากการมีแบคทีเรียเป็นตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เมื่อสิวอักเสบที่หลังหายแล้ว จะทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือแผลชนิดหลุม และนูนไว้ได้

สาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง

1.พันธุกรรม คืออีกสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้แต่ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่บุคคล โดยส่งผ่านมาทางครอบครัว เช่น พ่อ หรือแม่ เป็นต้น
2.ฮอร์โมน การเกิดสิวที่หลังนั้นมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนในร่างกาย โดยฮอร์โมนมีหน้าที่สร้างต่อมไขมัน เมื่อร่างกายเราโตเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน Androgens ซึ่งกระตุ้นการผลิตไขมันในต่อมไขมันและผลิตไขมันส่วนเกิน เป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดสิวที่หลังได้
3.การทำความสะอาดผิวและผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ เช่น โลชั่น ครีมกันแดด ครีมอาบน้ำ แชมพู หรือ ครีมนวดผม อาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้อยู่แล้วซึ่งปกติก็ไม่ทำให้เกิดสิวที่หลัง แต่จู่ๆวันหนึ่งดันเป็นสิวขึ้นมา นั่นอาจเป็นเพราะหลังจากที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคุณอาจจะทำความสะอาดผิวได้ไม่ดีพอ หรือล้างผลิตภัณฑ์เหล่านั้นออกไม่หมด จึงทำให้เกิดการอุดตันของผิว หรือในกรณีที่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์แล้วเกิดสิวที่หลัง ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นแล้วให้สังเกตุดูว่าสิวที่หลังลดลงหรือไม่
4.เสื้อผ้าที่สวมใส่ การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าก็มีผลกับการเกิดสิวที่หลังได้ เช่นการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป เนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ไม่ดีพอ จะส่งผลให้เหงื่อออกมากจนทำให้เกิดการอับชื้น เป็นที่สะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวที่หลัง
5.ผ้าปูที่นอน อาจเป็นเรื่องที่หลายท่านมองข้าม แต่ผ้าปูที่นอนที่ไม่สะอาดก็ทำให้เกิดสิวที่หลังได้เช่นกัน เพราะเวลาที่เรานอนหลังเราจะต้องสัมผัสกับผ้าปูที่นอนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นควรจะทำความสะอาดผ้าปูที่นอนอยู่เสมอ
6.อาหาร หากรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน อาหารที่มีรสหวานหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น เนย ช็อกโกแลต มากเกินไปจะกระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้
7.พักผ่อนไม่เพียงพอ การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกายและผิวพรรณ ควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดสิว
8.ความเครียด นอกจากปัจจัยต่างๆที่กล่าวไปข้างต้น ความเครียดก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ก่อให้เกิดสิวได้เช่นกัน อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่น ความดันโลหิตสูง

วิธีรักษาสิวที่หลัง

1.การรักษาด้วยการยาทา
1.1การทายาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ จะช่วยลดการอุดตันของผิวและช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิว แต่อาจพบผลข้างเคียงได้ เช่น อาการแสบ แห้ง แดง ลอก ในบริเวรที่ทายา ดังนั้นควนเลือกปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพผิวของผู้ใช้ และไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังเตรียมตัวที่จะตั้งครรภ์
1.2 Benzoyl peroxde 2.5-5% ยาชนิดนี้หาซื้อได้ทั่วไป ควรใช้ตามคำแนะนำที่ติดอยู่ที่ฉลาก
2.การรักษาด้วยการรับประทานยา
การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีกินยา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะยาที่ใช้รักษาสิวส่วนใหญ่นั้นจะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่นหน้าลอก ตาแห้ง ปากแห้ง อาจพบค่าการทำงานของตับที่ผิดปกติ ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นได้ ยาบางตัวมีผลต่อหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

วิธีรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีนี้เป็นตัวเลือกของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีบุตร เพราะจะไม่กระทบต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างแน่นอน
1.สูตรรักษาสิวที่หลังด้วยมะละกอสุก
มะละกอสามารถนำมารักษาสิวอักเสบ รอยสิว จุดด่างดำได้ เนื่องจากในมะละกอมีเอนไซม์ปาเปน และไคโมปาเปน ที่ช่วยในการรักษาสิวอักเสบและรอยแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูตร
1. มะละกอสุก 1ชิ้น
2. น้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะ
3. น้ำมะนาว 1ช้อนชา
นำมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด แล้วใส่น้ำผึ้งและน้ำมะนาวลงไปจากนั้นผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกให้ทั่วแผ่นหลัง ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นทำความสะอาดผิวตามปกติ ทำซ้ำสัปดาห์ละ2-3ครั้ง
2.สูตรรักษาสิวที่หลังด้วยสับปะรด
สับปะรด มีประโยชน์ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง และลดอาการของสิวอักเสบได้ เนื่องจากสับปะรดนั้นอุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ จำนวนมาก แถมยังมีความเป็นกรดที่ช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิวได้อีกด้วย
1. เนื้อสับปะรด กะเอาพอประมาณ
2. นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
3. ไข่ขาว 1 ฟอง
4. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
นำสับปะรดมาบดหรือปั่นให้เอียด แล้วนำส่วนผสมที่เหลือมาผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาทาหรือพอกให้ทั่วแผ่นหลัง ทิ้งไว้ประมาณ10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นทำความสะอาดผิวตามปกติ

วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวที่หลัง

หลังจากเป็นสิวที่หลังส่วนใหญ่มักทิ้งรอยเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น รอยดำ รอยแดง รวมถึงแผลเป็นจากหลุมสิว ดังนั้นหากเป็นสิวเราควรทายาหรือรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็น

  • ปล่อยให้หายเอง สำหรับบางท่านปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ หลังจากสิวหายผิวก็กลับมาสม่ำเสมอได้เช่นกันแต่อาจจะต้องใช้เวลานาน
  • การทายา หรือทาครีมบำรุงผิว ในช่วงที่เป็นสิวการทายาลดรอยแผลเป็นควบคู่ไปด้วยก็อาจจะทำให้หลังสิวหายแล้วไม่มีรอย หรือการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารในกลุ่มของ Whitening เช่นวิตามินซี หรืออาร์บูติน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังจากใช้ ควรทำความสะอาดผิวให้ดีไม่เช่นนั้นสิวที่หลังก็จะกลับมาใหม่อย่างแน่นอน
  • ทำเลเซอร์ เป็นการรักษารอยดำจากสิวที่หลังให้จางลงอย่างรวดเร็ว แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะค่อนข้างสูงกว่าวิธีอื่น
  • การรักษาแผลเป็นหลุมสิว แผลเป็นหลุมสิวไม่สามารถรักษาได้ด้วยครีมใดๆ ดังนั้นหากเกิดแผลเป็นหลุมสิวควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา

กินยังไงให้ห่างไกลจากสิวการรับประทานอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดสิวได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่หลายคนมองข้าม

  • การดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะหากดื่มน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ผิวแห้ง เมื่อผิวแห้ง ผิวก็จะผลิตน้ำมันมากขึ้นซึ่งก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนส่งผลให้เกิดสิว
  • การรับประทานอาหารประเภทแป้ง ควรเลือกอาหารประเภทแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่นข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีด
  • ผักผลไม้ เพราะในผักผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิว
  • อาหารประเภทโปรตีน อาหารประเภทโปรตีน นั้นดีต่อร่างกาย แต่โปรตีนที่ผ่านการแปรรูปแล้วควรหลีกเลี่ยง เช่น แฮม ไส้กรอก ควรรับประทานโปรตีนที่ดีเช่น เนื้ออกไก่ ไข่ขาว หรือปลาแทน
  • สิ่งที่ไม่ควรรับประทาน อาหารเครื่องดื่มที่มีรสหวาน นม เนย อาหารที่มีไขมันสูง อาหารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง

สิวที่หลังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถป้องกันได้ หากเกิดจากฮอร์โมนหรือพันธุกรรม ดังนั้นเราจึงทำได้เพียงลดความเสี่ยงในการเกิดสิวที่หลัง เช่น ทำความสะอาดผิวบริเวรหลังให้สะอาด สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีไม่รัดแน่นจนเกินไป หมั่นดูแลความสะอาดของที่นอน รับประทานอาหารที่เหมาะสม และสุดท้ายคือพยายอย่าเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ